ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเพลงคุ้นหูจากโทรศัพท์ข้างเตียง มันไม่ใช่เพลงสุดฮิตที่คนร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมืองในขณะนั้น มันเป็นเพลงธรรมดา แต่ว่ามีความหมาย
เพลงที่ผมกับเธอร่วมกันร้อง

เอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ ผมตาสว่างทันทีเมื่อรู้ว่าปลายคือเจ้าของเสียงเดียวกับเสียงเมื่อครู่
เสียงปลายสายยังคงสดใสเหมือนเคย ทุกเสียง ทุกคำพูดทำให้ผมรับรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงเจือเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจางๆผ่านทางสัญญาณโทรศัพท์มาด้วยตลอดการสนทนา
จินตนาการไม่ยากเลยว่าเธอคงร่าเริงดั่งเช่นทุกครั้งที่เราได้คุยกัน

หลังวางหูผมหยิบกีตาร์คู่ใจ กรีดสาย บรรเลงทำนองสดใสแปลกหู หยิบกระดาษ ปากกาจดไว้คร่าวๆ
ภาพวันเก่าๆฟุ้งกระจาย

ผมนึกสภาพตัวเองเมื่อหนึ่งปีก่อนไม่ออก แต่ความรู้สึกบางอย่างยังคงแจ่มชัดและสัมผัสได้ ช่วงเวลาที่ชีวิตนี้ผมคงไม่มีวันลืม

ผมพบผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นดั่งเช่นเพลงหวาน ที่ใครต่อใครอาจตกหลุมรักได้ง่ายๆแม้ได้ยินแค่เพียงโน๊ตตัวแรก ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ตกหล่มหลุมลุ่มหลงไปกับท่วงทำนองอ่อนหวานแสนไพเราะนั้น
เธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผมจับปากกาเขียนเพลงแรกในชีวิต

แต่ในท้ายที่สุดผมก็พบว่า สำหรับเธอ ผมเป็นเพียงเพลงที่เธอร้องไม่ได้ ไม่สิ เป็นเพลงที่เธอไม่คิดแม้แต่จะฟังเสียด้วยซ้ำ

เงียบเหงา ว่างเปล่า แม้แต่เพลงเศร้าก็เขียนไม่ได้

ผมละทิ้งทุกอย่าง ทิ้งกีตาร์ให้ฝุ่นเกาะจนหนา รอยด้านกระด้างที่นิ้วมือค่อยๆจางหายไป ผมทิ้งปากกาและกระดาษที่เปื้อนคราบหยาดน้ำตาไว้ในลิ้นชักส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ
ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ผมไม่อยากได้ยิน ไม่อยากได้ยินเพลงรักใดๆทั้งสิ้น ไม่อยากได้ยินแม้กระทั่งเสียงเต้นของหัวใจผมเอง
ปล่อยตัวจนจ่อมกับความเศร้าไร้ขอบเขต เข็มนาฬิกาเคลื่อนช้าจนทบจะรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนผ่านแต่ละเสี้ยวของห้วงเวลา

หกเดือนที่แสนนาน

จนกระทั่งเธอคนนั้นได้ผ่านเข้ามา

เธอเป็นดั่งเช่นเพลงที่ผมไม่เคยรู้จัก  ความน่ารักและความสดใสของเธอมีพลังอย่างประหลาด
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอช่วยเยียวยารักษาหัวใจและแง้มลิ้นชักที่ปิดตายให้เปิดออก

ผมรู้ได้ทันทีว่าผมรักเธอ

และเธอก็รักผมเช่นกัน

ดั่งสายกีตาร์ที่ต่างอยู่โดดเดี่ยวแต่สั่นสะเทือนด้วยท่วงทำนองสอดประสานคล้องจองไปด้วยกัน เธอทำให้ความฝันและความหวังของผมกลับฟื้นคืนมา ทำให้ผมกล้าจับกีตาร์และปากกาอีกครั้ง
ความรักของเธอโอบกอดผมจากทางด้านหลังพลางจับมือผมอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน
เราร่วมกันเขียนเพลงนั้นขึ้นมาและร้องเล่นกีตาร์กันอย่างสนุก

หกเดือนหลังที่แสนสุข

ปัจจุบันมีเพลงที่ผมเขียนไว้หลายเพลง ส่วนใหญ่ก็ได้แรงบันดาลใจจากเธอ
ว่ากันว่าถ้ามีความรักจะเขียนเพลงรักได้นับสิบเพลง ถ้าอกหักจะเขียนเพลงรักได้นับร้อยเพลง แต่การมีรักครั้งใหม่ก็เขียนเพลงรักได้มากมายไม่แพ้กัน

จากถ้อยทำนองแปลกหูที่ผมไม่เคยรู้จัก กลายเป็นเพลงรักเพลงเดียวที่ผมจะรักตลอดไป

"เธอผู้เป็นเช่นเพลงรักของผม"

เธอคือ...

posted on 09 Feb 2010 09:47 by panugan
เธอคือ...แสงแดดยามเช้า
เธอคือ...เมฆขาวในวันฟ้าใส
เธอคือ...ดวงดารางดงามเกินกว่าใคร
เธอคือ...พื้นทรายที่โอบกอดผืนทะเล

เธอคือ...บทเพลงที่ฉันไม่เคยรู้จัก
เธอคือ...เพลงรักปลอบใจวันฉันว้าเหว่
เธอคือ...เพลงหวานวันที่ฉันยังลังเล
เธอคือ...เพลงสนุกแสนฮาเฮวันที่ฉันถูกทอดทิ้ง

เธอคือ...ความรักของฉันอีกครั้ง
เธอคือ...ความหวังของฉันที่สำคัญยิ่ง
เธอคือ...ความฝันของฉันที่กลายเป็นความจริง
เธอคือ...ทุกสิ่งของฉันทุกวันคืน

รักเธอจัง..
ทุกคืนวันพฤหัสผมจะนั่งเฝ้าหน้าจอทีวีดูรายการหนึ่ง ช่วงกลางของรายการเป็นช่วงที่ผมชอบดูที่สุด จะมีคู่รักมาสารภาพรักกันในช่วงนี้ คนที่สารภาพรักจะนั่งรถไฟออกมาบอกความในใจให้อีกฝ่ายรู้ภายใน 60 วินาที ส่วนอีกฝ่ายก็มีหน้าที่โยกคันโยกว่าจะตกลงหรือปฏิเสธ โดยดารารับเชิญจะต้องทายให้ถูกว่าตกลงหรือปฏิเสธ
แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ตรงที่เรื่องราวความรักของทั้งคู๋และการลุ้นไปกับการตัดสินใจมากกว่า ทั้งพิธีกร ดารารับเชิญ ผมและคนดูทางบ้าน รวมทั้งคนที่มาสารภาพรักต่างก็ตั้งตาลุ้นกันว่าคนถูกสารภาพรักจะตอบว่าอย่างไร มีบางครั้งที่สมหวัง บางครั้งก็ผิดหวัง คละเคล้ากันไป

วันนี้ก็เช่นกัน ฝ่ายหญิงเป็นคนสารภาพรัก ฝ่ายชายเป็นฝ่ายถูกบอกรัก ทั้งสองคนรู้จักกันเพราะเล่นเกมส์ออนไลน์ จากนั้นก็เป็นเพื่อนกันนอกจอ จนสนิทเข้าขั้นฝ่ายชายยกให้ฝ่ายหญิงเป็นศิราณีปรึกษาปัญหาหัวใจส่วนตัวโดยที่ไม่รู้เลยว่าศิราณีคนนี้กลับมีใจให้เกินกว่าที่ปรึกษาไปแล้ว  

ดูแล้วมันคันตรงง่ามใจอย่างไรไม่ทราบ จากง่ามใจลามมาถึงปลายมือจนต้องพรมปุ่มคีย์บอร์ด ให้คลอดข้อความออกมาในบล็อกวันนี้นี่ล่ะ

ผมอดที่จะเขินตามคนที่มาสารภาพรักไม่ได้ ตอนที่รถไฟวิ่งออกมา ฝ่ายหญิงก็เล่าเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา ก่อนที่จะร้องเพลงแห่งความทรงจำให้ฝ่ายชาย แถมตบท้ายด้วยคำว่า "รัก" เสียงในห้องส่งอุทานฮือ ผมก็เช่นกันตอนนี้ปากยิ้มจนเกือบฉีกถึงหูทั้งสองข้าง

สุดท้ายฝ่ายชายก็โยกป้ายตกลง เป็นอันสมหวังกันไปคู่ ร่วมทั้งคนดูอื่นๆที่ร่วมลุ้นด้วย


ในฐานะที่อ่อนประสบการณ์ค่อนไปทางด้านด้อยโอกาสทางความรัก ผมค่อนข้างนับถือคนที่กล้าสารภาพรัก ผมว่าต้องใช้ความกล้าพอสมควรเลยทีเดียว
คำว่า "รัก" คำสั้นๆง่ายๆที่คนพูดอาจจะใช้เวลานานนับปีเพียงเพื่อจะพูดคำนี้ออกมาแค่ไม่กี่วินาที

ที่คำสั้นๆคำนี้มันพูดยากบางทีอาจเป็นเพราะความกลัว
"กลัวในความสัมพันธ์ที่อาจจะเปลี่ยนไป"

ก็เพราะว่าโลกนี้ไม่ง่ายดายขนาดที่ว่าคนสองคนจะมองตากันแล้วรักกันขึ้นมาโดยพร้อมเพรียง ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มก่อน บอกรักก่อน
การบอกรักจึงถือว่าเป็นจุดๆหนึ่งที่เปลี่ยนสถานะของคนทั้งคู่ เป็นจุดที่ทลายกำแพงแห่งความกล้าและความกลัวของฝ่ายที่จะบอกรัก
ซึ่งต้องใช้ทั้งความกล้า ความมั่นใจ และการทำใจเกี่ยวกับผลลัพธ์สุดท้ายที่ตามมาพอสมควร

จึงไม่แปลกเลย ที่หลายๆคนไม่กล้าที่จะบอกรัก

ผมว่าวินาทีที่บอกรักและอีกฝ่ายตอบตกลงเป็นวินาทีที่วิเศษและพิเศษมากๆ
 
ที่เขียนบล็อกนี้ในวันนี้ไม่ได้มาสร้างแรงบันดาลใจหรือให้ใครไปสารภาพรักหรอกครับ ทุกๆอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองตัดสินใจนั่นล่ะ

ไม่รู้ว่าเรื่องราวของทั้งคู่ที่สมหวังกับการบอกรัก หรือผิดหวังกับการบอกรักจะเป็นอย่างไรต่อไป รวมทั้งคู่ที่ไม่กล้าบอก และกำลังตัดสินใจที่จะบอกรักอีก
อย่างไรการบอกรักมันก็เป็นแค่อีกจุดเริ่มต้นหนึ่งของความรักเท่านั้นเอง การที่จะประคับประครองความรักให้ไปตลอดรอดฝั่งนั่นล่ะผมว่าน่าจะสำคัญที่สุด

ขอให้สุขกับความรักทุกคนครับ